ชมพู่กะหลาป่า (กทม.) ชมพู่ขาว ชมพู่เขียว ชมพู่นาก (กทม.) Syzygium samarangense (Blume) Merr. & L. M.Perry ชื่อวงศ์พรรณไม้ MYRTACEAE ผล: รูปทรงกลมแบนหรือรูปสามเหลี่ยมฐานกว้าง มีสีขาวอ่อนถึงชมพูอ่อน เนื้อขาวบางและกรอบ รสหวานมีกลิ่นหอม เมล็ด เป็นสีน้ำตาล มีจำนวน 1-2 เมล็ด ถ้ามี 2 เมล็ด จะมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมประกบกัน การนำไปใช้ประโยนชน์ เนื้อของชมพู่เป็นยาบำรุงกำลัง โดยนำเอาเนื้อชมพู่แห้งมาบดหรือรับประทานสดก็ได้ จะเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที สามารถนำมาบำรุงหัวใจได้มาก เพราะชมพู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แหล่งที่พบ ด้านหน้าโฮมเบเกอรี่ โซน A
Category: พันธุกรรมพืช
ฝางเสน
ขวาง, ฝางแดง, หนามโค้ง (แพร่), ฝางส้ม (กาญจนบุรี), ฝางเสน (ทั่วไป, กรุงเทพฯ, ภาคกลาง), ง้าย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลำฝาง (ลั้วะ), สะมั่วะ (เมี่ยน), โซปั้ก (จีน), ซูมู่ ซูฟังมู่ (จีนกลาง)
คำฝอย
คำยอง คำหยอง คำหยุม คำยุ่ง (ลำปาง), คำ คำฝอย ดอกคำ (ภาคเหนือ), หงฮัว (จีน), ดอกคำฝอย คำทอง Carthamus tinctorius L. ชื่อวงศ์พรรณไม้ ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE เป็นไม้ล้มลุก ในวงศ์ทานตะวัน(Asteraceae) มีความสูง 40-130 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสันแตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปวงรี ใบหอก หรือขอบขนาน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ใบประดับแข็งเป็นหนาม รองรับช่อดอก ดอกเป็นดอกช่อ มีดอกย่อยขนาดเล็ก ๆ จำนวนมาก ออกที่ปลายยอด ดอกอ่อนเป็นสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงภายหลัง ผลแห้งไม่แตก เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม สีขาว ขนาดเล็ก สารสีเหลืองส้มในกลีบดอกคือคาร์ทามินและ แซฟฟลาเวอร์เยลโลว์ ใช้แต่งสีอาหาร โดยนำดอกมาแช่น้ำร้อนและใช้ทำสีย้อมผ้ามาแต่โบราณ ซึ่งดอกคำฝอยแห้ง พบปรากฏเรียกอยู่ในพระคัมภีร์ทางการแพทย์แผนไทยในชื่อว่า โกฐกุสุมภ์ นอกจากนี้แล้ว ดอกของคำฝอยยังทำมาชงน้ำร้อนดื่มเพื่อสุขภาพได้แบบเก็กฮวยหรือน้ำชาได้อีกด้วย การนำไปใช้ประโยนชน์ ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด บำรุงประสาท และระงับประสาท ช่วยผ่อนคลายสมองให้หลับสบาย ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิตตามร่างกาย บำรุงโลหิต สลายลิ่มเลือด บำรุงหัวใจ ช่วยให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น รักษาอาการไข้หลังคลอดของคุณแม่ แก้หวัดน้ำมูกไหล บำรุงโลหิตประจำเดือนของเหล่าคุณผู้หญิง ยับยั้งเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด
หางนกยูงฝรั่ง
นกยูงฝรั่ง (กลาง) อินทรี (จันทบุรี) Delonix regia (Bojer. ex Hook.) Raf. ชื่อวงศ์พรรณไม้ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE ต้น: ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 15 เมตร ใบ: ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แกนช่อใบ ยาว 50-60 เซนติเมตร แกนแขนงมี 9-24 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 3-4 มิลลิเมตร ยาว 8-10 มิลลิเมตร โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน ดอก: สีแดงแซมส้มเหลือง ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 10-15 เซนติเมตร มี 5-10 ดอก ดอกย่อยขนาด 5-8 เซนติเมตร กลีบรองดอก 5 กลีบ ด้านในสีแดง กลีบดอก 5 กลีบ รูปช้อนขนาดไม่เท่ากัน เกสรผู้ 10 อัน ผล: เป็นฝักโค้งแข็ง กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 30-60 เซนติเมตร มี 20-40 เมล็ด เมื่อแห้งจะแตกตามสัน การนำไปใช้ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป แหล่งที่พบ ด้านข้างศูนย์เอกสารตำรา โซน B หน้าอาคารเรียนอนุบาลลอออุทิศ โซน C
แมงลัก (ผักกอมก้อ)
ก้อมก้อข้าว (ภาคเหนือ), มังลัก อีตู่ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) Ocimum africanum Lour. ชื่อวงศ์พรรณไม้ APIACEAE (LABIATAE) ไม้ล้มลุกอายุสั้นฤดูเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สูง 0.3-1 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมเหลือง เมื่อยังอ่อนอยู่มีขนสีขาวหนาแน่น ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้าม เป็นรูปหอกถึงวงรี กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-5 เซนติเมตร โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ มีต่อมมันทั่วไป ก้านใบยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกย่อยออกเป็นกระจุกๆ ละ 3 ดอก ข้อละ 2 กระจุก ใบประดับรูปวงรีแกมใบหอก ยาว 2-3 มิลลิเมตร มีขน ก้านดอกย่อยยาวได้ถึง 4 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 2 พู กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 4-6 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ยาว 2 อัน สั้น 2 อัน เกสรตัวเมียมีไข่ 4 อัน รังไข่เว้าเป็น 4 พู ผลแห้งประกอบด้วยผลย่อย 4 ผล มีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ ผลย่อยทรงรูปไข่ สีดำ กว้าง 1 มิลลิเมตร ยาว 1.25 มิลลิเมตร การนำไปใช้ประโยนชน์ เมล็ด ใช้เป็นยาระบาย
ผักบั้ง (หางปลาช่อน)
ผักบั้ง (ลำปาง), ผักแดง (เลย), หางปลาช่อน (เพชรบุรี, ภาคกลาง) เอี่ยโต่ยเช่า เฮียะแอ่อั้ง (จีนแต้จิ๋ว), หยางถีฉ่าว หยางถีเฉ่า เยวียะเสี้ยหง อีเตี่ยนหง (จีนกลาง) Emilia sonchifolia (Linn.) DC. ชื่อวงศ์พรรณไม้ ASTERACEAE (COMPOSITAE) ไม้ล้มลุก อายุหนึ่งปี ลำต้นสูง 25-45 ซม. ขนค่อนข้างเกลี้ยง. ใบ ไมมีก้านใบ กว้าง 1-8 ซม. ยาว 4-16 ซม. ใบล่าง ๆ บางทีจะออกโดยรอบใกล้ผิวดิน ขอบใบที่ส่วนล่างจักเว้าลึกเข้าหาเส้นกลางใบ แบ่งใบส่วนบนออกเป็นรูปค่อนข้างกลม รูปไต รูปไข่ รูปไข่แกมสามเหลี่ยม หรือ รูปไข่กลับ ขอบใบจักเป็นซี่ฟันเล็กน้อยและไม่สม่ำเสมอ บางทีที่โคนใบจะสอบเข้าสู่เส้นกลางใบคล้ายเป็นก้านใบ ใบกลาง ๆ จะเล็กกว่า รูปหอกแกมรูปไข่ ขอบเรียบ หรือ จักเป็นซี่ฟันไม่เท่ากัน; ส่วนใบบน ๆ จะเล็กแคบ โคนเป็นรูปหัวลูกศร ใบกลาง ๆ และใบบน ๆ จะเรียงตัวอยู่ห่าง ๆ กัน ใบทั้งหมดปลายใบจะแหลม เนื้อใบเกลี้ยง หรือ ค่อนข้างเกลี้ยง. ดอก เป็นกระจุก กว้าง 4-5 มม. ยาว 8-10 มม. ออกเป็นช่อบาง ๆ ที่ปลายยอด หายากที่ออกเดี่ยว ๆ ริ้วประดับมี 1 วง รูปขอบขนานแคบ ปลายแหลม ยาว 9-12 มม. กลีบดอก ชมพู ยาว 9 มม. ผล แห้ง ยาวประมาณ 3 มม. มี 5 สัน มีระยางค์สีขาว ยาว 8 มม. การนำไปใช้ประโยนชน์ ทั้งต้น ต้มดื่มเป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ ห้ามเลือด ฝากสมาน หืด ไอ ทั้งกินทั้งอาบ แก้เด็กเป็นฝีตานซาง เม็ดผื่นคันตามตัว แก้ทอนซิลอักเสบ เจ็บคอ ตาแดง บิด อุจจาระเป็นเลือด ลดอาการบวมน้ำ ใช้พอกแผลไหม้ แผลน้ำร้อนลวก บาดแผลต่าง ๆ บาดแผลเรื้อรัง ใบ คั้นใช้หยอดตา หยอดหู แก้ตาเจ็บ หูเจ็บ ราก ผสมกับน้ำตาลเมาดื่มบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดสะเอว แก้ท้องเสีย ใบและดอก ใช้ห้ามเลือด
ผักเผ็ด (ผักคราด)
ผักคราด หญ้าตุ้มหู, ผักเผ็ด (ภาคเหนือ), ผักตุ้มหู (ภาคใต้), อึ้งฮวยเกี้ย : Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen ชื่อวงศ์พรรณไม้ COMPOSITAE 1. ต้น เป็นพืชล้มลุกลำต้นสูง 20 – 30 เซนติเมตร หรือทอดไปตามดินเล็กน้อยแต่ปลายชูขึ้น ลำต้นกลมอวบน้ำ มีสีเขียวม่วงแดงปนเข้ม ลำต้นอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย สามารถออกรากตามข้อของต้น 2. ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันรูปสามเหลี่ยมขอบใบหยัก ก้านใบยาว ผิวใบสากมีขนใบกว้าง 3 – 4 เซ็นติเมตร ยาว 3 – 6 เซ็นติเมตร 3. ดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นช่อกระจุกสีเหลือง ลักษณะกลม ปลายแหลมคล้ายหัวแหวน ก้านดอกยาว ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นตัวเมีย วงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ 4. ผล เป็นผลแห้ง รูปไข่ การนำไปใช้ประโยนชน์ ใบ แก้ปวดศีรษะ แก้โลหิต เป็นพิษ ดอก ขับน้ำลาย แก้โรคในคอ แก้ปวดฟัน แก้โรคติดอ่างในเด็ก รักษาแผลในปากในคอ แก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต เมล็ด เคี้ยวแก้ปากแห้ง ทั้งต้น แก้พิษตานซาง แก้ริดสีดวง แก้ผอมเหลือง แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน ชงดื่ม ขับปัสสาวะ แก้หอบไอ แก้ไอกรน แก้ปวดบวม แก้ไขข้ออักเสบ แก้คันคอ แก้ทอนซิลอักเสบ แก้งูรัด สุนัขกัด พอกแก้พิษปวดบวม ราก ต้มดื่ม เป็นยาถ่าย อมบ้วนปากแก้อักเสบในช่องปาก เคี้ยวแก้ปวดฟัน
พลูคาว (ผักคาวตอง)
ผักคาวตอง (ลำปาง, อุดรธานี) คาวทอง (อุตรดิตถ์, มุกดาหาร) ผักก้านตอง (แม่ฮ่องสอน) ผักคาวปลา, ผักเข้าตอง, ผักคาวตอง (ภาคเหนือ) ส่วนทางภาคกลางมักจะนิยมเรียกว่า พลูคาว : Houttuynia cordata Thunb. ชื่อวงศ์พรรณไม้ SAURURACEAE พลูคาวเป็นไม้ล้มลุก อายุ 2 – 4 ปี สูง 15-40 เซนติเมตร ทั้งต้นมีกลิ่นคาวคล้ายกลิ่นคาวปลา ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปหัวใจ กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3.5 เซนติเมตร ก้านใบส่วนโคนแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น หูใบอยู่ติดกับก้านใบ ดอกช่อออกที่ปลายยอด มีใบประดับสีขาวคล้ายกลีบดอก 4 กลีบ ดอกย่อยจำนวนมากขนาดเล็กสีเหลือง ไม่มีกลีบดอก ผลแห้งแตกได้ การนำไปใช้ประโยนชน์ 1. แพทย์ตามชนบทใช้ใบพลูคาวปรุงเป็นยาแก้กามโรค แก้เข้าข้อออกดอก (หมายถึง โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 เชื้อซิฟิลิสจะเข้าไปอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายและเข้าไปสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดผื่นขึ้นตามร่างกาย เรียกว่า “ออกดอก” ระยะนี้เป็นระยะที่ติดต่อได้โดยง่าย แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่มีผื่นขึ้น แต่มีอาการปวดเมื่อยตามข้อ จึงเรียกว่า “เข้าข้อ”) โดยนำพลูคาวทั้งต้นมาต้มเคี่ยวจนน้ำงวด แล้วรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อ 2. แก้โรคผิวหนังทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย ทำให้น้ำเหลืองแห้ง ให้แผลแห้ง แก้แผลเปื่อย โดยนำพลูคาวทั้งต้นมาต้มเคี่ยวจนน้ำงวด แล้วรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อเช่นกัน 3. แก้โรคเรื้อน มะเร็งคุดทะราด (หมายถึง โรคเรื้อน หรือโรคเรื้อรังที่มีแผลตามผิวหนัง เริ่มจากขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆคล้ายหูดขึ้นทั่วตัว แล้วขยายขนาดขึ้นเป็นตุ่มนูนแดง หรือโตคล้ายดอกกะหล่ำปลี ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในบริเวณใกล้แผลจะอักเสบและบวมโต ในระยะแรกผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการไข้ หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษา จะมีการทำลายของผิวหนังและกระดูก ทำให้เกิดความพิการ) โดยนำพลูคาวทั้งต้นมาต้มเคี่ยวจนน้ำงวด แล้วรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อเช่นกัน 4. ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ขับระดูขาว (ตกขาว) รักษาฝีหนองในปอด โดยนำพลูคาวทั้งต้น มาต้มในน้ำแค่พอเดือด รับประทานแทนน้ำเปล่า เมื่ออาการดีขึ้น ให้รับประทานน้ำเปล่าเช่นเดิม 5. นิยมให้ผู้หญิงหลังคลอดบุตรรับประทานเป็นอาหารเพื่อเป็นการบำรุงร่างกายและโลหิต
ยูคาลิปตัส
ยูคาลิป (กรุงเทพฯ, กลาง) : Eucalyptus camaldulensis Dehnh. ชื่อวงศ์พรรณไม้ MYRTACEAE ลำต้น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูง 24-26 เมตร และอาจสูงถึง 50 เมตร เปลือกมีลักษณะเรียบเป็นมัน มีสีเทาสลับสีขาวและน้ำตาลแดงเป็นบางแห่ง เปลือกนอกจะแตกร่อนเป็นแผ่นหลุดออกจากผิวของลำต้น เมื่อแห้งจะลอกออกง่าย ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะเป็นรูปหอก ก้านใบยาว ใบสีเขียวอ่อนทั้งสองด้าน เส้นใบมองเห็นได้ชัด ดอก: ช่อดอกออกที่ซอกใบ แบบซี่ร่มหรือแบบกระจุก ดอกย่อยมี 7- 11 ดอก ก้านช่อดอก ยาว 0.6-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยเรียว ยาว 0.5-1.2 เซนติเมตร ดอกตูมรูปกลมหรือกรวยกลม ด้านบนเป็นฝาปิดรูปทรงกลม ปลายมีจงอยฝาปิด ร่วงเมื่อดอกบาน ด้านล่างเป็นฐานดอกรูปถ้วย เกสรเพศผู้ มีจำนวนมาก ผล: ขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร สีเหลือง เมล็ด มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม ผิวนอกแข็ง เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียวและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ เมื่อผลแก่ปลายผลจะแยกออก ทำให้เมล็ดที่อยู่ภายในหล่นออกมา การนำไปใช้ประโยนชน์ เนื้อไม้นำมาเผาถ่านซึ่งให้ความร้อนใกล้เคียงกับไม้โกงกาง ใช้ผลิตเยื่อกระดาษ (ไม้อายุ 3-6 ปี) หรือนำไปทำไม้อัด (ไม้อายุ 6-10 ปี) แหล่งที่พบ แนวทางเดินด้านหลังอาคารรักตะกนิษฐ โซน C
มังคุด
มังคุด (กลาง) : Garcinia mangostana L. ชื่อวงศ์พรรณไม้ GUTTIFERAE ต้น: ลำต้นตั้งตรง ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน ผิวลำต้นเรียบทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบ: ใบเดี่ยว รูปไข่ ขนาดใหญ่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาค่อนข้างเหนียว ผิวใบมัน ดอก: ต้นตัวผู้กับต้นตัวเมียแยกต้นกัน ดอกเดี่ยว ออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง แข็งและคงทนอยู่จนกลายเป็นผล กลีบดอกสีชมพูเข้ม ร่วงง่ายผล: ค่อนข้างกลมแบนเล็กน้อย ผลอ่อนสีเหลืองอมเขียว ผิวผลแข็ง ผลสุกสีม่วงดำ ผิวด้านในสีชมพูอมม่วง เปลือกผลหนา ผิวผลนิ่ม ภายในมีเนื้อสีขาว รสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยว มีเนื้อใน 5-7 กลีบ ในหนึ่งผลมีเมล็ดใหญ่เพียงหนึ่งเมล็ด การนำไปใช้ประโยนชน์ เปลือกมังคุดใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย ใช้เปลือกที่ตากแห้งต้มกับน้ำปูนใสหรือฝนกับน้ำดื่มแก้อาการเป็นบิด (ปวดเบ่ง มีมูกและอาจมีเลือดออก) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียมฝนกับน้ำปูนใส่ประมาณครึ่งแก้วดื่มทุกชั่วโมง แหล่งที่พบ ข้างอาคารเรียน1 ตรงข้ามทางเข้าห้องอาหารโฮมเบเกอรี่ โซน A
